ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาที่เวบไซต์...ทางเราจะแก้ไขเวบไซต์ใหม่หลังสงกรานต์นี้ค่ะ...
ข้่อมูลสำหรับลูกค้า
ข้่อมูลสำหรับตัวแทน
การสั่งซื้อ
การจัดส่งสินค้า
บริการส่งฟรีทั่วประเทศ
บริการตอบปัญหาผ่านระบบ MSN Messenger tnpsansone@gmail.com
งินพดด้วงของไทย เป็นเงินตราที่เป็น เอกลักษณ์ของไทย โดยเฉพาะไม่ซ้ำแบบของชาติใด มีค่าในตัวเอง เพราะทำด้วย โลหะมีราคา โดยมีน้ำหนักเป็นมาตรฐานวัดมูลค่า รูปทรงกระทัดรัด ทนทาน ผลิตด้วยมือ ทำจากแท่งเงินบริสุทธิ์ ทุบปลายทั้งสองข้าง ให้โค้งงอเข้าหากัน ทำให้มีรูปร่างกลมคล้าย ลูกปืนโบราณ ชาวต่างประเทศจึงเรียกว่า Bullet Coin ในสมัยอยุธยา ได้มีการ ประทับตราแผ่นดิน และตราประจำรัชกาล ของพระมหากษัตริย์ แต่ละพระองค์ รวมเป็น ๒ ตราใบ เงินพดด้วงแต่ละอัน เงินตราไทยก่อนใช้เงินพดด้วง ในสมัยน่านเจ้า เงินที่ใช้ในการแลกเปลี่ยน ส่วนมากเป็นเงินบริสุทธิ์ นำมาหล่อหลอม หรือ ตีเป็นแท่ง เป็นก้อน หรือเป็นกำไล ชาวต่างประเทศ เรียก Bracelet Money มีรูปร่างแตกต่างไปจาก เงินตราของจีน เงินใน สมัยนี้มีขนาดหนึ่ง และ สองตำลึง มีตราหลายตรา ตีประทับบนเนื้อเงิน าณาจักรล้านนาไทย ได้ทำเงินตราด้วย โลหะเงิน เป็นรูปวงกลม เรียกว่าเงินเจียง ทางภาคกลางเรียก เงินขาคีม ลักษณะยังอยู่ในประเภท เงินกำไล แต่ขาเหลี่ยม เงินเจียงส่วนใหญ่ มีราคาตั้งแต่หนึ่งตำลึงลงมา าณาจักรล้านช้าง ทำเงินเป็นแท่งยาว ปลายเรียว มีตราประทับก็มี ไม่มีตราประทับก็มี เรียกว่า เงินฮ้อย เงินลาด และเงินเฮือ ทางภาคเหนือเรียกว่า เงินปลิง เนื่องจาก มีรูปร่างคล้ายตัวปลิง ชาวต่างประเทศ เรียกเงิน ชนิดนี้ว่า Bar Money เพราะมีลักษณะเป็นแท่ง เนิดเงินพดด้วง น่าจะเริ่มมีใน ปลายสมัย น่านเจ้า และก่อน สมัยสุโขทัย เล็กน้อย อยู่ระหว่าง พุทธศตวรรษที่ ๑๗ และ ๑๘ โดยการดัดแปลงเงินกำไล แบบขากลม ของอาณาจักร น่านเจ้า มาทำให้มีขนาดเล็กกะทัดรัด มาเป็น เงินพดด้วง ของไทย ข้อสันนิษฐาน อีกประการหนึ่ง ก็คือเงินพดด้วงนี้ ดัดแปลงมาจากเงินฮ้อย หรือเงินลาดขนาดเล็ก เมื่อนำมา งอหัวท้าย เข้าหากัน ก็มีรูปร่าง เป็นเงินพดด้วง ผู้ผลิตเงินพดด้วง สมัยสุโขทัย พระเจ้าแผ่นดิน จะเป็นผู้ผลิต แต่ก็ เปิดโอกาส ให้ ผู้ครองนคร พ่อค้า และประชาชนผลิตได้ ดังนั้นเงินพดด้วงในยุคกรุงสุโขทัย จึงไม่มีมาตรฐานแน่นอนในเรื่องขนาด น้ำหนัก เนื้อเงิน และการตีตรา มัยอยุธยา ทางราชการ เป็นผู้ทำเงินพดด้วง ทั้งหมด ดังมีหลักฐานปรากฎอยู่ ในกฎหมายตราสามดวง และจดหมายเหตุของจีน เงินพดด้วงจึงมีมาตรฐาน แน่นอนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา รูปร่างลักษณะ รูปร่างลักษณะ มี สัณฐาน กลม มี ๖ ด้าน คือ ด้านบน ใช้เป็น ที่ตีตร าประจำแผ่นดิน ด้านหน้าเป็น ที่ตีตรา ประจำ รัชกาล บริเวณ ปลายทั้ง สองข้าง ที่เป็น รอยผ่าบาก หรือประทับ รอย เม็ดข้าวสาร ด้านหลังมัก ปล่อยว่าง ด้านข้างทั้งขวาและซ้ายเป็น รอยค้อน ที่ตีลงไป เพื่อให้ ของอ ด้านล่างมักใช้เป็น ที่ประทับ รอยเม็ดข้าวสาร ขนาด และ น้ำหนัก ขนาด และน้ำหนัก มีตั้งแต่ หนึ่งบาท สองบาท สิบสลึง สี่บาท หรือหนึ่งตำลึง สิบบาท ยี่สิบบาท สี่สิบบาท และ แปดสิบบาท หรือหนึ่งชั่ง แต่ที่ผลิตใช้กันมากคือขนาดหนึ่งบาท ที่ราคาต่ำกว่า หนึ่งบาท ในสมัยอยุธยามีขนาด สองสลึง หนึ่งเพื้อง สองไพ และหนึ่งไพ มาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ยังมีขนาดสามสลึง และครึ่งไพอีกด้วย มัยสุโขทัย การประทับตราไม่แน่นอน ไม่มีแบบอย่างที่เป็นมาตรฐาน ตั้งแต ่สมัยอยุธยา เป็นต้นมาจะมี ตราประทับ อยู่สองตราคือ ตราประจำแผ่นดิน และตราประจำรัชกาล สมัยอยุธยาจะใช้ตราจักร หรือตราธรรมจักร เป็นตราประจำแผ่นดิน ตรานี้จะประทับไว้ ด้านหน้าของเงินพดด้วง ส่วนตราประจำรัชกาลจะประทับไว้ด้านหลัง สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เงินพดด้วงมีใช้ต่อมาจนถึงรัชสมัย พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ผลิต เงินพดด้วงเพียง ๒ ครั้ง เพื่อใช้เป็นที่ระลึก ไม่ได้ทำออกใช้ทั่วไป มีตราประทับอยู่ดังนี้ ตราพระเกี้ยว ไม่ทราบแน่ชัดว่า ทำขึ้นกี่ขนาด ที่พบมีขนาดหนึ่งบาท ตราพระเกี้ยว พานรอง และช่อรำเพย ทำขึ้นมีขนาด แปดสิบบาท สี่สิบบาท ยี่สิบบาท สิบบาท สี่บาท และสองบาท แล้วไม่มีการผลิตอีก เนื่องจากเลิกใช้ เพราะใช้เงินแปหรือเงินแบน อันเป็นเหรียญกษาปณ์แทน.
ที่มาจาก : www.siam2.com
จำนวนคนออนไลน์
สถิติการเข้าชมเวบไซต์
เมนูพิเศษ